ฤๅษีตาไฟ คือใคร? เปิดตำนานบรมครูผู้ทรงฤทธิ์ ดวงตาที่สามเป็นเพลิงบรรลัยกัลป์

เปิดตำนาน "ฤๅษีตาไฟ" คือใคร? ผู้มีดวงตาที่สาม อิทธิฤทธิ์เผาผลาญ
หากพูดถึงฤๅษีผู้มีอิทธิฤทธิ์ในตำนานไทย หนึ่งในชื่อที่หลายคนคุ้นเคยคือ "ฤๅษีตาไฟ" นักพรตผู้ได้รับการกล่าวขานว่ามีพลังอำนาจจากดวงตาที่สาม ใช้วิชากสิณไฟปราบสิ่งชั่วร้าย เรื่องเล่าเกี่ยวกับฤๅษีตาไฟยังเชื่อมโยงกับความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู รวมถึงคติการบูชาครูฤๅษีที่สืบทอดในสังคมไทย
ซีรีส์ "ข่มขลัง" (Khom Khlang The Series) หยิบความเชื่อเรื่อง "พ่อปู่ฤๅษีตาไฟ" มาเป็นส่วนสำคัญของเรื่อง โดยเชื่อมโยงกับ แม่ครูบุหลัน ผู้สืบทอดวิชาอาคมจากบรรพบุรุษ และเคารพศรัทธาฤๅษีตาไฟในฐานะครูผู้เป็นต้นสายวิชา
ฤๅษีตาไฟ จากซีรีส์ ข่มขลัง
รับชม WeTV Original “ข่มขลัง” (Khom Khlang The Series) ดูเวอร์ชัน UNCUT ทาง WeTV ที่เดียวเท่านั้น >> ดูที่นี่ <<
ฤๅษีตาไฟ คือใคร?
ฤๅษีตาไฟ ตำนานเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญตบะที่มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะดวงตาที่เชื่อกันว่าสามารถทำให้เกิดเปลวไฟหรือเผาผลาญสิ่งต่าง ๆ ได้ ชื่อ "ตาไฟ" จึงสัมพันธ์กับอิทธิฤทธิ์จากการเพ่งมองตามเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมา
ในความเชื่อเกี่ยวกับครูฤๅษีของไทย ฤๅษีตาไฟได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีตบะแก่กล้า และเกี่ยวข้องกับวิชาอาคมหรือการบำเพ็ญกสิณไฟ ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิโดยใช้ไฟเป็นอารมณ์กรรมฐาน
ตำนานที่แพร่หลายในความเชื่อพื้นบ้านเล่าว่า ฤๅษีตาไฟเป็นนักพรตผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัดจนมีพลังจิตและตบะสูงส่ง โดยฤทธิ์เดชที่โดดเด่นที่สุดคือการเพ่งสายตาแล้วทำให้เกิดเปลวไฟ สามารถใช้ปราบภูตผีปีศาจหรือสิ่งอัปมงคลที่เข้ามารบกวนผู้คน
- ตบะและดวงตาที่สาม: เชื่อกันว่าท่านมีตบะและญาณสมาบัติที่แก่กล้ามาก มีพลังจากดวงตาดวงที่ 3 (ตาไฟ) กลางหน้าผาก ซึ่งสามารถเพ่งสิ่งต่างๆ ให้ลุกเป็นไฟหรือเผาผลาญศัตรู/สิ่งชั่วร้ายให้เป็นจุลได้ด้วยวิชากสิณไฟ
- ความเชื่อเชื่อมโยงกับเทพเจ้า: บางตำรากล่าวว่าท่านอาจเป็นภาคหนึ่งหรือร่างอวตารของพระศิวะ (พระอิศวร) เนื่องจากมีดวงตาดวงที่ 3 เช่นเดียวกัน ซึ่งสามารถบันดาลไฟประลัยกัลป์ได้
- ตัวแทนแห่งปัญญา: ในทางสัญลักษณ์ พ่อแก่ตาไฟหรือพระฤๅษีตาไฟถือเป็นตัวแทนของ "ไฟแห่งปัญญา" และการรู้แจ้งเห็นจริง ช่วยให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมองทะลุอุปสรรค
ฤๅษีตาไฟเกี่ยวข้องกับพระศิวะอย่างไร?
อีกหนึ่งความเชื่อที่น่าสนใจคือ การเชื่อมโยงฤๅษีตาไฟกับ พระศิวะ หรือ พระอิศวร เทพเจ้าสำคัญในศาสนาฮินดู ซึ่งมีสัญลักษณ์โดดเด่นคือดวงตาที่สามบนพระนลาฏ โดยในตำนานฮินดู ดวงตาที่สามของพระศิวะเกี่ยวข้องกับพลังแห่งการทำลายและไฟอันทรงอำนาจ
พระอิศวรหรือพระศิวะถือว่าเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์ทรงมีสามตา โดยตาที่สามพระองค์นั้นอยู่กลางหน้าผากดุจเดียวกับพระฤาษีตาไฟ และเหมือนกันอีกประการหนึ่ง ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่พระอิศวรทรงลืมพระเนตรขึ้น เมื่อนั้นย่อมบังเกิด ไฟประลัยกัลป์ขึ้นมา ความเหมือนกันของตำนานพระอิศวรและพระฤาษีตาไฟ ทำให้เชื่อว่ามีความเกี่ยวพันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง บ้างก็ว่าแท้จริงแล้วฤๅษีตาไฟคือภาคหนึ่งของพระศิวะนั่นเอง
ทำไมฤๅษีตาไฟจึงเป็นที่เคารพบูชา?
ในความเชื่อของผู้ศรัทธาบางกลุ่ม ฤๅษีตาไฟได้รับการยกย่องว่าเป็นครูฤๅษีผู้ทรงฤทธิ์ และเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจตบะ ความรู้ และการปกป้องจากสิ่งไม่ดี จึงมีผู้กราบไหว้บูชาเพื่อแสดงความเคารพและระลึกถึงครูบาอาจารย์
รูปเคารพของฤๅษีตาไฟพบได้หลายลักษณะ เช่น ฤๅษีชรามีหนวดเครายาว นั่งขัดสมาธิ ถือไม้เท้า หรือมีสัญลักษณ์ดวงตาที่สามบริเวณหน้าผาก ทั้งนี้ รูปแบบของรูปเคารพและรายละเอียดการบูชาอาจแตกต่างกันตามสำนักและคติความเชื่อของแต่ละพื้นที่
ผู้ศรัทธาบางสายนิยมบูชาฤๅษีตาไฟเพื่อขอความคุ้มครอง ความสำเร็จ หรือความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล
พุทธคุณและอานิสงส์การบูชา
-
คุ้มครองป้องกันภัย: ช่วยปัดป้องและป้องกันคุณไสย มนต์ดำ ภูตผีปีศาจ และสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกราย
-
เสริมอำนาจและบารมี: เป็นสัญลักษณ์แห่งตบะ เดชะ และญาณบารมีอันแก่กล้า ช่วยให้ผู้บูชามีความหนักแน่น เด็ดขาด และมีความเกรงขาม
-
เมตตาและโชคลาภ: นำพาความเจริญรุ่งเรือง เมตตามหานิยม และเสริมโชคลาภให้กับผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ
-
ขจัดอุปสรรค: ช่วยหนุนดวงชะตาและขจัดปัญหาอุปสรรคในการทำงานหรือการดำเนินชีวิต
ฤๅษีตาไฟ ในตำนานเมืองชากังราว
ดินแดนโบราณอย่าง เมืองชากังราว และ เมืองนครชุม ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งมรดกทางโบราณคดีที่สำคัญของชาติเท่านั้น แต่ในอดีตยังทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านหลักของอาณาจักรสุโขทัย คอยต้านทานศึกสงครามจากหัวเมืองฝ่ายเหนือและตะวันตก
ด้วยสภาพภูมิประเทศดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยป่าดงดิบ เทือกเขาสูง และถ้ำวิเวกจำนวนมาก ดินแดนแห่งนี้จึงเอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการจำศีลภาวนาของพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี รวมถึงเหล่านักพรตและฤๅษีผู้แสวงหาความสงบ โดยเฉพาะในเขต “อรัญญิก” ที่เต็มไปด้วยวัดป่าและสำนักปฏิบัติธรรม สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เกิดคติชนเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้ทรงวิทยาคม ที่มิได้มีสถานะเพียงนักบวชผู้ตัดกิเลส แต่ยังเป็นเสาหลักทางภูมิปัญญา เชี่ยวชาญทั้งการแพทย์แผนโบราณ การพยากรณ์ชะตาเมือง และการคุ้มครองบ้านเมืองให้รอดพ้นจากภัยสงคราม
เปิดตำนาน 3 มหาฤๅษีแห่งเมืองชากังราว
เรื่องเล่าที่ฝังรากลึกในความทรงจำของชาวกำแพงเพชร คือตำนานของ “พระฤๅษีสามตน” ซึ่งแต่ละตนล้วนมีตบะบารมีและคุณวิเศษเฉพาะทางอย่างเด่นชัด:
-
พระฤๅษีพิราลัย (ผู้นำแห่งสมาธิจิตและพิธีกรรม): ได้รับการยกย่องให้เป็นมหาฤๅษีผู้อาวุโสสูงสุดและเป็นผู้นำของกลุ่ม เชี่ยวชาญการฝึกจิตสมาธิภาวนาและวิปัสสนากรรมฐานอย่างแก่กล้า ท่านมักทำหน้าที่เป็นประธานประกอบพิธีกรรมสำคัญของบ้านเมือง สามารถคำนวณฤกษ์ยามมงคลและพยากรณ์ชะตากรรมของแผ่นดินได้อย่างแม่นยำ
-
พระฤๅษีตาไฟ (ผู้ทรงฤทธิ์ปราบอสูรและอริราชศัตรู): ฤๅษีที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในหมู่ชาวบ้าน ด้วยคุณวิเศษในการเพ่งกสิณไฟจนเกิดเพลิงลุกไหม้จากดวงตา อำนาจจิตนี้ถูกนำมาใช้ในการสะกดวิญญาณร้าย ภูตผีปีศาจ ตลอดจนขับไล่ศัตรูผู้รุกรานที่หมายจะเข้ายึดครองเมืองชากังราว จนกลายเป็นที่มาของสมญาอันเกรงขาม
-
พระฤๅษีตาวัว (บรมครูแห่งสมุนไพรและโอสถสารพัดนึก): ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านพฤกษศาสตร์และการรักษาโรค ฉายาของท่านเล่าต่อกันมาว่าอาจมาจากดวงตาที่กลมโตเปี่ยมด้วยความเมตตา หรือหมายถึงญาณทิพย์ที่มองเห็นทะลุปรุโปร่งในระยะไกล หน้าที่หลักของท่านคือการเดินดงค้นหาว่านยาศักดิ์สิทธิ์และพืชสมุนไพรหายาก เพื่อนำมารักษาชาวบ้านและใช้เป็นมวลสารมงคลในพิธีกรรม
กำเนิดพระกรุกำแพงเพชร: พุทธานุภาพจากตบะฤๅษี
ความเชื่อที่เชื่อมโยงกับวงการพระเครื่องมากที่สุด คือบทบาทของพระฤๅษีทั้งสามในการสร้าง “พระกรุเมืองกำแพงเพชร”
ตามตำนานระบุว่า ในยามที่บ้านเมืองต้องเผชิญกับภัยสงคราม พระฤๅษีทั้งสามได้ร่วมกันสร้างพระเครื่องขึ้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเกราะคุ้มกันภัยให้แก่แม่ทัพ นายกอง และราษฎร โดยเริ่มจากการเดินธุดงค์รวบรวมดินศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่มงคลต่างๆ ผสมผสานกับเกสรดอกไม้ ว่านยา และสมุนไพรพุทธคุณ ก่อนจะทำพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสกอย่างเข้มขลังข้ามวันข้ามคืน แล้วจึงกดพิมพ์ออกมาเป็นองค์พระ
เมื่อพิธีเสร็จสิ้น พระเครื่องส่วนหนึ่งถูกแจกจ่ายให้แก่ผู้คนนำไปคุ้มครองตัว ส่วนที่เหลือถูกนำไปบรรจุไว้ตามกรุวัดสำคัญต่างๆ ทั่วเมือง จนกลายมาเป็นพระเครื่องยอดนิยมระดับเบญจภาคีและพระเครื่องชั้นนำของเมืองไทยในปัจจุบัน เช่น พระซุ้มกอ (เจ้าของวลี "มีกูไว้ไม่จน"), พระกำแพงเม็ดขนุน และ พระกำแพงเปิดโลก แม้ในทางประวัติศาสตร์จะยังไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรยืนยันตัวตนจริงของฤๅษีทั้งสาม แต่ตำนานนี้ยังคงเป็นเสาหลักทางความเชื่อที่เพิ่มคุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่วงการพระเครื่องตราบจนทุกวันนี้
นอกจากตำนานการสร้างพระเครื่องแล้ว เรื่องเล่าท้องถิ่นยังกล่าวถึงความเกี่ยวพันของพระฤๅษีกับการตั้งเมืองชากังราว โดยเชื่อว่าในยุคก่อนการสร้างบ้านแปงเมือง บริเวณนี้เป็นป่าดงดิบอันเป็นที่สถิตของเหล่านักสิทธิ์และฤๅษี เมื่อกษัตริย์หรือผู้ปกครองจากราชสำนักสุโขทัยเสด็จมาสำรวจชัยภูมิเพื่อตั้งเมืองหน้าด่าน พระฤๅษีทั้งสามได้ช่วยดูนิมิตและพยากรณ์ดวงเมืองไว้ว่า
ดินแดนริมแม่น้ำปิงแห่งนี้มีชัยภูมิอันเป็นเลิศ จะเป็นปราการธรรมชาติที่แข็งแกร่งดั่งกำแพงหิน และเปรียบเสมือน “กำแพงเพชร” ที่ไม่มีข้าศึกศัตรูหน้าไหนสามารถทำลายล้างลงได้ง่าย พร้อมทั้งช่วยปกป้องราชธานีสุโขทัยให้คงความรุ่งเรืองสถาพรสืบไป
ที่มา : มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร – ตำนานพระฤๅษีสามตนแห่งเมืองชากังราว
ฤๅษีตาไฟ ในตำนานเมืองศรีเทพ
ตามตำนานท้องถิ่นเมืองศรีเทพ ปัจจุบันคือจังหวัดเพชรบูรณ์ "ฤๅษีตาไฟ" เป็นนักพรตผู้บำเพ็ญเพียรและมีวิชาอาคมแก่กล้า อาศัยอยู่ภายในถ้ำหรือสถานที่สงบห่างไกลจากชุมชน โดยมีความเชื่อว่าท่านครอบครองความรู้และของวิเศษที่บุคคลทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้
หนึ่งในผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จากฤๅษีตาไฟคือผู้ปกครองเมืองศรีเทพ ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์อย่างมาก จนกระทั่งฤๅษีตาไฟยอมเปิดเผยความลับสำคัญเกี่ยวกับบ่อวิเศษที่ซ่อนอยู่ภายในถ้ำ โดยไม่มีใครคาดคิดว่าความไว้วางใจครั้งนั้นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม
ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งฤๅษีตาไฟได้พาลูกศิษย์เข้าไปภายในถ้ำลึกลับ ซึ่งเป็นสถานที่บำเพ็ญสมาธิของตน ก่อนเปิดเผยให้เห็นบ่อวิเศษสองบ่อที่มีอำนาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
บ่อแรกเป็นบ่อที่หากผู้ใดลงไป ร่างกายจะถูกทำลายจนเหลือเพียงโครงกระดูก ส่วนอีกบ่อหนึ่งเป็นบ่อชุบชีวิต ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถทำให้ผู้ตายกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง บางสำนวนยังกล่าวว่า บ่อดังกล่าวมีอำนาจเปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นทองคำได้ด้วย
เพื่อพิสูจน์อิทธิฤทธิ์ของบ่อวิเศษให้ลูกศิษย์ประจักษ์ ฤๅษีตาไฟจึงตัดสินใจทดลองด้วยตนเอง โดยกำชับว่าเมื่อร่างของตนถูกทำลายในบ่อแรกแล้ว ให้ลูกศิษย์นำโครงกระดูกไปชุบในบ่อที่สอง เพื่อให้ท่านฟื้นคืนชีพ แต่ทันทีที่ฤๅษีตาไฟลงไปในบ่อแรก ร่างกายก็ถูกทำลายจนเหลือเพียงโครงกระดูกตามคำบอกเล่า และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นกลับไม่เป็นไปตามที่อาจารย์คาดหวัง
เมื่อเห็นฤๅษีตาไฟกลายเป็นเพียงโครงกระดูก ลูกศิษย์กลับไม่ยอมทำตามคำสั่งที่ได้รับไว้ ตามเรื่องเล่า เขาเกิดความคิดว่าหากอาจารย์ผู้มีอิทธิฤทธิ์สิ้นชีวิตไปแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดมีอำนาจเหนือกว่าตนอีกต่อไป แทนที่จะนำร่างของอาจารย์ไปชุบในบ่อวิเศษ ลูกศิษย์กลับละทิ้งฤๅษีตาไฟไว้ภายในถ้ำ ก่อนเดินทางกลับเมืองศรีเทพโดยไม่คิดหวนกลับมาช่วยเหลือ
ฤๅษีตาวัว ผู้ช่วยชุบชีวิตฤๅษีตาไฟ
เวลาผ่านไป ฤๅษีตาวัว ซึ่งเป็นสหายสนิทของฤๅษีตาไฟ เริ่มสงสัยว่าเหตุใดเพื่อนของตนจึงหายเงียบไปผิดปกติ เนื่องจากทั้งสองเคยไปมาหาสู่กันอย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดความกังวลว่าอาจมีเหตุร้ายเกิดขึ้น
ตามตำนาน ฤๅษีตาวัวจึงใช้อิทธิฤทธิ์เดินทางมายังถ้ำของฤๅษีตาไฟ เมื่อสำรวจลึกเข้าไปก็พบโครงกระดูกของสหายอยู่บริเวณบ่อวิเศษ จึงเข้าใจว่าเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น และรีบนำโครงกระดูกไปชุบในบ่อแห่งการฟื้นคืนชีวิต
ด้วยอำนาจของบ่อวิเศษ ฤๅษีตาไฟจึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ก่อนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฤๅษีตาวัวฟัง เมื่อทราบว่าลูกศิษย์ที่ตนไว้วางใจเป็นผู้ปล่อยให้ตาย ฤๅษีตาไฟจึงเกิดความโกรธแค้นอย่างรุนแรงและคิดหาทางแก้แค้น
วัวอาคมพิษร้าย อาวุธแก้แค้นที่ทำให้เมืองศรีเทพล่มสลาย
ตำนานเล่าต่อว่า ฤๅษีตาไฟใช้อาคมสร้างวัวตัวหนึ่งขึ้นมา โดยบรรจุพิษร้ายแรงไว้ภายในท้อง ก่อนปล่อยวัวดังกล่าวให้เดินทางเข้าไปยังเมืองศรีเทพ เพื่อแก้แค้นผู้ปกครองเมืองที่เคยเป็นลูกศิษย์ของตน
วัวอาคมเดินทางมาถึงเมืองและส่งเสียงร้องดังผิดปกติ ในเรื่องเล่าบางสำนวน ชาวเมืองเปิดประตูรับวัวเข้าไปโดยไม่รู้ว่ามีอันตรายซ่อนอยู่ ขณะที่บางสำนวนเล่าว่าวัวร้องวนเวียนอยู่ภายนอกกำแพงเมืองหลายวัน ก่อนที่ประตูเมืองจะถูกเปิดออก
เมื่อวัวอาคมเข้าไปถึงภายในเมือง ท้องของมันก็ระเบิดออกและปล่อยพิษร้ายกระจายไปทั่วบริเวณ ตามตำนาน พิษดังกล่าวทำให้ผู้ปกครองเมืองและชาวเมืองจำนวนมากล้มตาย จนท้ายที่สุดเมืองศรีเทพกลายเป็นเมืองร้าง
เรื่องเล่านี้จึงถูกถ่ายทอดในฐานะตำนานอธิบายการล่มสลายของเมืองศรีเทพ โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้ากับการทรยศครูบาอาจารย์และผลของการกระทำที่ย้อนกลับมาสู่ผู้ก่อเหตุ
ฤๅษีกบิล ผู้มีฤทธิ์เผาโอรส 60,000 องค์ของพระเจ้าสาคร
นอกจากเรื่องเล่าของไทยแล้ว ยังมีตำนานจากอินเดียเกี่ยวกับ ฤๅษีกบิล หรือ กบิลมุนี (Kapila) นักปราชญ์และฤๅษีสำคัญในคติฮินดู ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับอำนาจจากดวงตาเช่นกัน จึงมักถูกนำมาเชื่อมโยงกับภาพจำของฤๅษีตาไฟ
เรื่องเล่าในมหาภารตะและคัมภีร์ปุราณะกล่าวถึงพระเจ้าสาคร ผู้ประกอบพิธีอัศวเมธหรือพิธีบูชายัญม้า แต่ระหว่างพิธีกลับเกิดเหตุการณ์ม้าสำหรับประกอบพิธีหายไป พระเจ้าสาครจึงส่งพระโอรสจำนวน 60,000 องค์ออกตามหา ก่อนพบม้าอยู่ใกล้อาศรมของฤๅษีกบิลซึ่งกำลังบำเพ็ญสมาธิ
เหล่าพระโอรสเข้าใจผิดว่าฤๅษีกบิลเป็นผู้ขโมยม้า จึงพากันกล่าวหาและเข้าไปรบกวนการบำเพ็ญสมาธิของท่าน ตามเรื่องเล่าในมหาภารตะ เมื่อฤๅษีกบิลแสดงอำนาจจากการเพ่งมอง เปลวไฟก็เผาผลาญเหล่าพระโอรสจนกลายเป็นเถ้าถ่านทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของเรื่องแตกต่างกันตามคัมภีร์ โดยคัมภีร์ภาควตปุราณะอธิบายว่า พระโอรสถูกเผาผลาญจากผลแห่งการล่วงเกินผู้ทรงธรรม และไม่ได้สนับสนุนการตีความว่าฤๅษีกบิลเผาพวกเขาด้วยไฟที่เกิดจากความโกรธโดยตรง
ตำนานนี้ยังเชื่อมโยงกับเรื่องพระภคีรถผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อนำพระแม่คงคาลงมายังโลก เพื่อช่วยให้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษได้รับการปลดปล่อย โดยเรื่องราวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อที่อธิบายความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคาในศาสนาฮินดู
หลวงปู่ฤาษีตาไฟ เป็นพระไม่ใช่ฤๅษี
อีกเรื่องที่อาจทำให้เกิดความสับสนคือ ชื่อ "หลวงปู่ฤๅษีตาไฟ" ซึ่งปรากฏในประวัติพระสงฆ์ไทย คือ พระมงคลกิจโกศล (เทพหิรัณนย์ ชวโร) เจ้าอาวาสวัดเทพหิรัณย์ (หนองทาระภู) ตำบลบ้านเชี่ยน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท
เหตุที่เรียก "หลวงปู่ฤาษีตาไฟ" เนื่องจากท่านเป็นพระที่เคยเป็นร่างทรงของฤาษีตาไฟ แล้วป่วยมาตลอด จึงได้อธิษฐานจิตบวชเรียนในพุทธศาสนาและเคร่งครัดในพระธรรมวินัย
พระครูไพศาลชัยกิจ มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างสูง ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์สร้างสิ่งสาธารณะประโยชน์ให้แก่ประชาชนและชุมชนจำนวนมาก เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล วัด อาคารของส่วนราชการต่างๆ
ท่านได้สนับสนุนเรื่องงบประมาณในการสร้างมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม วิทยาเขตสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ทางสถาบันจึงถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็น ดร.พระครูไพศาลชัยกิจ
ภายในบริเวณวัดมีความร่มรื่น สะอาด มีเรือนเทวดาไว้ให้ผู้เลื่อมใสมากราบไหว้ และว่ากันว่าใครมาจุดธูปขออะไรที่องค์ฤาษีตาไฟก็จะสัมฤทธิผล ซึ่งความเชื่อในเรื่องนี้ ทำให้หลวงปู่เป็นที่เคารพ ศรัทธา และมีลูกศิษย์อยู่ทั่วประเทศในทุกวงการ
ปัจจุบัน "หลวงปู่ฤาษีตาไฟ" ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดเทพหิรัณย์ และดำรงตำแหน่ง รองเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท มีสมณศักดิ์ที่ พระมงคลกิจโกศล (เทพหิรัณนย์ ชวโร) พระราชาคณะสามัญ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)